วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

อวตาร (-ตาน หรือ -ตาระ) (สันสกฤต: अवतार, avatāra) คือการแบ่งภาคมาเกิดบนโลกมนุษย์ของเทพเจ้าองค์ต่างๆ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยเทพแบ่งพลังงานส่วนหนึ่งลงมาเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ เพื่อทำหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ในลัทธิไวษณพนิกาย ถือว่าเมื่อศีลธรรมของมนุษย์เสื่อมลง จนเกิดความเดือดร้อนไปทั่ว พระนารายณ์จะอวตารลงมาปราบยุคเข็ญ [1][2]
การอวตารส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับพระนารายณ์ แต่ก็ยังมีที่เชื่อมโยงกับเทวดาอื่น ๆ [3] รายชื่อของพระนารายณ์อวตารปรากฏในคัมภีร์ฮินดูจำนวนมากรวมทั้งอวตารทั้งสิบ ในครุฑ ปุราณะ และอวตาร 22 ปางในภควัตปุราณะ รวมทั้งที่เพิ่มอีกภายหลังจนนับไม่ถ้วน[4] พระนารายณ์อวตารเป็นส่วนประกอบหลักของไวษณพนิกาย หลักฐานเกี่ยวกับอวตารยุคแรกๆอยู่ในภควัตคีตา[5]
มีเรื่องราวเกี่ยวกับอวตารของพระศิวะและพระคเณศ และเทพีต่างๆ โดยเฉพาะในหมู่ผู้นับถือลัทธิศักติ[5][6] อย่างไรก็ตาม อวตารของพระนารายณ์เป็นที่รู้จักมากที่สุด

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] อวตารในศาสนาฮินดู

[แก้] นารายณ์สิบปาง

พระนารายณ์อวตารเป็นปลา
พระนารายณ์อวตารเป็นหมูป่า
โมหิณี อวตารของพระนารายณ์ปางเดียวที่เป็นผู้หญิง (รูปปั้นในวิหารเบลูร์รัฐการณาฏกะ)
คัมภีร์ปุราณะกล่าวถึงอวตารของพระนารายณ์จำนวน สิบปางคือ มัตสยาวตาร กูรมาวตาร วราหาวตาร นรสิงหาวตาร วามนาวตาร ปรศุรามาวตาร รามาวตาร กฤษณาวตาร พุทธาวตาร กัลกยาวตาร ส่วนคัมภีร์อื่นระบุจำนวนการอวตารต่างไป คัมภีร์ภควัตปุราณะกล่าวว่ามี 22 ปาง บางแห่งกล่าวว่าพระนารายณ์จะอวตารลงมาเรื่อยๆไม่ขาดสาย บุคคลที่ทำประโยชน์แก่โลก บางครั้งถือเป็นอวตารของพระนารายณ์ด้วย

[แก้] พระคเณศอวตาร

ในลิงกะปุราณะกล่าวถึงอวตารของพระคเณศเพื่อปราบปีศาจและช่วยเหลือผู้ใจบุญ[7] คเณศปุราณะและมัดคละ ปุราณะซึ่งเป็นคัมภีร์หลักของผู้นับถือลัทธิบูชาพระคเณศได้ให้รายละเอียด เกี่ยวกับอวตารของพระคเณศไว้ โดยในคเณศปุราณะมี 4 ปาง ส่วนในมัดคละ ปุราณะมี 8 ปาง [8] ทุกปางมักมีจุดมุ่งหมายเพื่อไปฆ่าปีศาจ[9] ทั้ง 8 ปางของพระคเณศได้แก่
  1. Vakratunda (Vakratuṇḍa)ขี่สิงโต
  2. Ekadanta ("งาเดียว") ขี่หนู
  3. Mahodara ("ท้องใหญ่") ขี่หนู
  4. Gajavaktra (หรือ Gajānana) ("หน้าช้าง")ขี่หนู
  5. Lambodara ("ท้องใหญ่") ขี่หนู
  6. Vikata (Vikaṭa) ขี่นกยูง
  7. Vighnaraja (Vighnarāja) ("ราชาแห่งอุปสรรค")ขี่งู Śeṣa.
  8. Dhumravarna (Dhūmravarṇa) ("สีเทา") ขี่ม้า

[แก้] อวตารของพระศิวะ

ศารภะ(ขวา)กับนรสิงห์
แม้ว่าจะมีการอ้างอิงคัมภีร์ปุราณะต่างๆว่าพระศิวะมีการอวตารแต่ไม่เป็นที่เชื่อถือแพร่หลายนักในไศวนิกาย [5][10] ลิงกะปุราณะกล่าวว่าอวตารของพระศิวะมี 28 ปาง[11] ในศิวะปุราณะ เรื่องราวของพระศิวะที่นำรูปแบบวีระภัทรที่น่ากลัวของพระองค์เพื่อกำราบ นรสิงห์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ เมื่อไม่ได้ผลพระศิวะ แปลงกายเป็นมนุษย์สิงโต - นกศารภะ เรื่องราวจบลงด้วยการที่นรสิงห์กลายเป็นบ่าวของพระศิวะ[12] หนุมานในบางท้องที่ถือว่าเป็นอวตารปางที่สิบเอ็ดของพระศิวะ[13][14][15][16]

[แก้] อวตารของเทพี/ศักติ

หนุมานกับพระรามและนางสีดา
ในลิทธิศักติมีอวตารเช่นกัน ในเทวีภควัต ปุราณะอธิบายถึงอวตารของเทวีที่จะมาปราบคนชั่วและปกป้องคนดี โดยมีการอวตารมากเท่าพระนารายณ์ [17] พระลักษมี เทวีของพระนารายณ์ อวตารมาเป็นนางสีดามเหสีของพระรามและนางราธา มเหสีของพระกฤษณะ [18] พระลักษมีและพระสรัสวตีเป็นเทวีที่มีผู้บูชามากและมีการอวตาร[19]

[แก้] อวตารในศาสนาพุทธ

[แก้] อวตารกับวัชรยาน

ความเชื่อของชาวพุทธที่นับถือนิกายวัชรยาน ถือว่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์อวตารหรือแบ่งภาคได้เช่นเดียวกันเช่น อาทิพุทธะอวตารมาเป็นพระธยานิพุทธะ พระโพธิสัตว์อวตารเป็นยิดัม นอกจากนี้ชาวพุทธในทิเบตเชื่อว่า ทะไล ลามะ เป็นอวตารของพระอวโลกิเตศวรและปันเชน ลามะเป็นอวตารของพระอมิตาภะพุทธะ เป็นต้น[20]

[แก้] อวตารกับเถรวาท

ในความเชื่อของชาวพุทธนิกายเถรวาท จะไม่เชื่อว่าการอวตารมีจริง เพราะจิตนั้นมีดวงเดียว (ตามบทที่ว่า เอกะ จะรัง จิตตัง...) เพียงแต่เกิดดับตลอดเวลา เมื่อจิตนั้นเกิดเป็นเทพเจ้าไม่ว่าชั้นใดๆ หากแปลงกายเป็นมนุษย์ (เนรมิตขึ้นมาชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เช่น พระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์แก่) โดยจิตเดิมยังอยู่เป็นเทพเจ้าบนสวรรค์นั้น มีจริง แต่การที่จิตนั้นลงมาเกิดอวตารเป็นมนุษย์ โดยการอยู่ในครรภ์ คลอดออกมา เจริญเติบโตเล่าเรียนรู้เลยทั้งๆ ที่ยังมีจิต (เหมือนกัน ดวงเดียวกัน) อีกดวง ยังเป็นเทพเจ้าบนสวรรค์นั้นเป็นไปตามความจริงไม่ได้ ตามหลักที่ปรากฏในพระอภิธรรม[21]

[แก้] อ้างอิง

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ:
อวตาร
  1. ^ Matchett, Freda (2001). Krishna, Lord or Avatara?: the relationship between Krishna and Vishnu. 9780700712816. p. 4. ISBN 9780700712816. http://books.google.com/?id=1oqTYiPeAxMC&pg=PA4.
  2. ^ Introduction to World Religions, by Christopher Hugh Partridge, pg. 148, at Books.Google.com
  3. ^ Kinsley, David (2005). Lindsay Jones. ed. Gale's Encyclopedia of Religion. 2 (Second ed.). Thomson Gale. pp. 707–708. ISBN 0-02-865735-7.
  4. ^ Bryant, Edwin Francis (2007). Krishna: A Sourcebook. Oxford University Press US. p. 18. ISBN 9780195148916. http://books.google.com/?id=0z02cZe8PU8C&pg=PT32.
  5. ^ 5.0 5.1 5.2 Sheth, Noel (Jan. 2002). "Hindu Avatāra and Christian Incarnation: A Comparison". Philosophy East and West (University of Hawai'i Press) 52 (ฉบับที่ 1 (Jan. 2002)): 98–125. doi:10.1353/pew.2002.0005. http://www.jstor.org/stable/1400135.
  6. ^ Hawley, John Stratton; Vasudha Narayanan (2006). The life of Hinduism. University of California Press. pp. 174. ISBN 9780520249141. http://books.google.com/?id=7DLj1tYmoTQC&pg=PA174.
  7. ^ Grimes, John A. (1995). Gaṇapati: song of the self. SUNY Press. pp. 105. ISBN 9780791424391. http://books.google.com/?id=aoqB4n95pSoC&pg=PT105.
  8. ^ Phyllis Granoff, "Gaṇeśa as Metaphor," in Robert L. Brown (ed.) Ganesh: Studies of an Asian God, pp. 94-5, note 2. ISBN 0-7914-0657-1
  9. ^ Grimes, pp. 100-105.
  10. ^ Parrinder, Edward Geoffrey (1982). Avatar and incarnation. Oxford: Oxford University Press. pp. 88. ISBN 0-19-520361-5.
  11. ^ Winternitz, Moriz; V. Srinivasa Sarma (1981). A History of Indian Literature, Volume 1. Motilal Banarsidass. pp. 543–544. ISBN 9788120802643. http://books.google.com/?id=JRfuJFRV_O8C&pg=PA543.
  12. ^ Soifer, pp. 91-92.
  13. ^ Lutgendorf, Philip (2007). Hanuman's tale: the messages of a divine monkey. Oxford University Press US. p. 44. ISBN 9780195309218. http://books.google.com/?id=fVFC2Nx-LP8C&pg=PT333&dq=avatara+Hanuman&cd=1#v=snippet&q=avatara%20%20Shiva.
  14. ^ Catherine Ludvík (1994). Hanumān in the Rāmāyaṇa of Vālmīki and the Rāmacaritamānasa of Tulasī Dāsa. Motilal Banarsidass Publ.. pp. 10–11. ISBN 9788120811225. http://books.google.com/?id=KCXQN0qoAe0C&pg=PA10&dq=Hanuman+Rudra&cd=2#v=onepage&q=Hanuman%20Rudra.
  15. ^ Sontheimer, Gunther-Dietz (1990). "God as King for All: The Sanskrit Malhari Mahatmya and it's context". In Hans Bakker. The History of Sacred Places in India as Reflected in Traditional Literature. BRILL. ISBN 9004093184. http://books.google.com/books?id=McwUAAAAIAAJ&pg=PA129&dq=khandoba&as_brr=3&sig=ehrDuvjgTUjPr6SBpxYdUXEGjy0#PPP1,M1. p.118
  16. ^ Sontheimer, Gunther-Dietz (1989). "Between Ghost and God: Folk Deity of the Deccan". In Alf Hiltebeitel. Criminal Gods and Demon Devotees: Essays on the Guardians of Popular Hinduism. SUNY Press. ISBN 0887069819. http://books.google.com/books?id=CLmuJhU3wC8C&pg=PA299&dq=Between+Ghost+and+God+Sontheimer&ei=LFVwR-f4NIyEiQHq5_B1&sig=_KDFDF3dMBnCxpRu5wSOkVP1tus. p.332
  17. ^ Brown, Cheever Mackenzie (1990). The triumph of the goddess: the canonical models and theological visions of the Devī-Bhāgavata Purāṇa. SUNY Press. p. 32. ISBN 9780791403631. http://books.google.com/?id=erENsMcblGAC&pg=PA32.
  18. ^ Hindu Avatāra and Christian Incarnation: A Comparison, Noel Sheth Philosophy East and West, Vol. 52, No. 1 (Jan., 2002), pp. 98, 117.
  19. ^ Brown, p. 270.
  20. ^ พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. ราชบัณฑิตยสถาน. 2548. หน้า 78-79.
  21. ^ พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. ราชบัณฑิตยสถาน. 2548. หน้า 78-79.
    "ทศาวตาร" หรือ "นารายณ์สิบปาง" หรือ อวตารทั้งสิบของพระวิษณุ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย (นับเวียนตามเข็มนาฬิกา) มัตศยาวตาร (ปลา), กูรมาวตาร (เต่า), วราหาวตาร (หมูป่า), วามนาตาร (พราหมณ์ค่อม), กฤษณาวตาร (พระกฤษณะ), กัลกยาวตาร (อัศวินม้าขาว), พุทธาวตาร (พระศากยโคดมพุทธเจ้า), ปรศุรามาวตาร (รามผู้ถือขวาน), รามจันทรวาตาร (พระราม), นรสิงหาวตาร (นรสิงห์, คนครึ่งสิงห์) ส่วนรูปตรงกลางเป็นรูปพระกฤษณะและเหล่าสาวก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น